วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2562

จิตเหนือสรรพสิ่ง


  • จิตโลภะ จิตเปรต
  • จิตราคะ โลภะ มากจนหมกมุ่น จิตอสูรกาย
  • จิตหลงมัวเมาสร้างฝัน จิตสัตว์เดรฉาน
  • จิตโทสะ พยาปาทะ จิตสัตว์อบายนรกทุคติ
  • จิตทรงศีล จิตมนุษย์ผู้ทรงความประเสริฐ
  • จิตหิริ จิตโอตตัปปะ จิตเทวดา
  • จิตเมตตา จิตพรหม
  • จิตว่าง... จิตอรูปพรหม
  • จิตวาง ... อริยจิต
  • จิตหลุดพ้น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน...
  • จิตเหนือสรรพสิ่ง 
  • จิตถึงซึ่งธรรมชาติแท้บริสุทธิ์

วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561

"มันเป็นหน้าที่" และ "เป็นธรรมทาน"

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

พระโอวาทพระบิดาในหน้านี้
ถ้าเห็นดีชอบแน่ "ช่วยแชร์ด้วย"
พระโอวาทอาจไม่ทำให้ร่ำรวย
แต่ฉุดช่วยเพื่อนท่านได้ในทางธรรม

เป็นผลบุญหนุนนำให้สัมฤทธิ์
เพียงแค่คิดแบ่งปันนั้นเลอล้ำ
พระโอวาทพระบิดาจักพาทำ
ข้ามผ่านกรรมสู่สวรรค์นิรันดร

แนะนำศิษย์จิตจักรวาล "งานเผยแพร่"
ต้องช่วยแชร์ทุกโพสท์ทรงโปรดสอน
อย่าเม้นท์เองอ่านเองบรรเลงกลอน
จงช่วยผ่อนแรงเราโปรดเข้าใจ

มิพักต้องเตือนติงในสิ่งนี้
รู้หน้าที่กดแชร์ร่วมกันไหม
อย่าเตือนทีแชร์ทีไม่มีไฟ
แต่ขอบใจคนดีที่ช่วยแชร์

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
21-3-2017

หมายเหตุ:
การที่ท่านแชร์ธรรมะโอวาทพระบิดาออกไป
ยังหน้า fb.ของท่าน หรือ line ในกลุ่มท่าน
มันคือการช่วยเผยแพร่ธรรมะพระบิดา
ไปยังเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆให้เขา่ได้รู้เหมือนท่าน 
ทั้งยังช่วยเบาแรงของเราด้วย
นี่ไม่นับบุญกุศลสูงที่ท่านจักได้รับอีกต่างหาก

แต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับธรรมะจากพระโอวาท
ท่านไม่ต้องแสดงมุทิตาจิตด้วยการแชร์
ในสไลด์ทุกบทเรียนที่เราโพ้สท์ก็ได้
การกด Like ถูกใจอย่างเดีียวไม่เพียงพอ
ที่จะช่วยเผยแพร่องค์ความรู้ของพระบิดาได้

จึงย้ำมาเพื่อทราบอีกครั้งว่า

ถ้าท่านเป็นสมาชิกครอบครัวจิตจักรวาลแท้จริง

การช่วยแชร์องค์ความรู้ในห้องนี้
ออกไปยังหน้า fb.ของท่านนั้น

"มันเป็นหน้าที่" 
และ 
"เป็นธรรมทาน"

สาธุ โมทนา

วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

อดีตภพชาติเก่าของข้าพเจ้า

ในภาพอาจจะมี 1 คน

!!! อดีตภพชาติเก่าของข้าพเจ้า...
  • ...เนื่องจากใด้มีบุคคลหนึ่งจาบจ้วง ปรามาถ ใส่ความข้าพเจ้า จึงจำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนในอดีตชาติ ให้เพื่อนๆ และกัลยาณมิตรทั้งหลายใด้ทราบ ดั่งนี้...
  • !!! เมื่ออดีตกาลนานมาแล้วหลายหมื่น ข้าพเจ้าใด้ลงมาจุตติยยังมิติโลกมนุษย์ ใด้เกิดเป็นนาคราช มีนามว่า วินันโท เป็นราชบุตรเขยของพ่อปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมา มีหน้าที่รักษาพระสารีริกธาตุส่วนขาของพระพุทธเจ้า ส่วนราชธิดาของพ่อปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมาเทวีแห่งคำชโนด ขณะนี้ใด้ไปจุตติยังทิพย์วิมานบนเทวโลกแล้ว ...
  • !!! เมื่อข้าพเจ้าสิ้นอายุไขในภพของนาคราชแล้ว ใด้มาเกิดเป็นมนุษย์ในยุคของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน นามสังขารปัจจุบันคือ ปู่กายไร้ทิพย์ จิตไร้รูป เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าใด้มาเกิดในสมัยพระสมณโคตมะนั้น ใด้ปฏิบัติพรหมจรรย์จนใด้ตรัสรู้เป็นพระพุทธปัจเจกพุทธเจ้า มีนามว่า วินันโท...
  • !!! เมื่อสิ้นอายุขัย ในการเป็นพุทธปัจเจกแล้ว ก็กลับขึ้นสู่ดินแดนแห่งพุทธปัจเจก แต่เนื่องด้วยเหตุภพชาติเดิมของข้าพเจ้า ใด้ปราถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ขอตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเวลา 120 อสงไขย เป็นอย่างน้อย จึงต้องลงมาจุตติในภพมนุษย์เพื่อสร้างสะสมบุญบารมีทั้ง 30 ทัสให้ใด้สมดั่งปนิธาน และใด้เวียนว่านตายเกิดในสามโลก ทั้งนรก สวรรค์ โลกมนุษย์ แล้วใด้มาจุตติเกิดเป็นเจ้าชายในยุค อาณาจักรกรุงละโว้ ในสมัยพระแม่เจ้าจามเทวี มีนามว่า เจ้าชายรามราช และเมื่อถึงวัยอันสมควรจึงใด้สละราชสมบัติออกบวช และใด้มาเกิดเป็นมนุษย์ผู้ครองนครในอดีต มีชื่อว่า เมืองเวียงลอ เมื่อสมัย1000กว่าปี พร้อมกันในยุคเกิดเมืองเชียงแสน มีนามว่าพระเจ้าหงส์หินโพธิสัตว์ ในปัจจุบันนี้กินอานาบริเวณ อ.ป่าแดด อ.จุน อ.เทิง อ.เชียงคำ ฯลฯ...
  • ส่วนหงส์หินที่เห็นในรูปนั้นคือ ยานพาหนะที่พระอินทร์พระราชทานให้ และคนที่นั่งข้างหลังนั่นคือพระมารดาของพระเจ้าหงส์หิน แต่เดิมพระเจ้าหงส์หินเป็นราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร แห่งเมืองพาราณสี ที่ชมพูทวีปแต่ด้วยบุพกรรมจึงใด้มามีมเหสีที่เมืองเวียงลอทั้งหมดสามพระนาง ชาติที่เกิดเป็นพระเจ้าหงส์หินนี้ นับชาติใหม่ที่ลงมาจุตติเป็นภพชาติที่6000 กว่าร้อยชาติ และเมื่อสิ้นอายุขัยจากภพนี้แล้ว ก็ใด้เวียนว่ายเกิดดับมาเกิดเป็นข้าพเจ้าในปัจจุบัน ...
  • ...ข้าพเจ้ามีจิตสะอาด สว่างบริสุทธิ์ มิจำเป็นต้องคอยพึ่งพาอาศัยดูดพลังงาน ของเทพหรือมนุษย์ผู้ใด เมื่อบุคคลใด ที่ฝึกจิตใจตนเองให้หลุดพ้นจาก โทษะ โลบโกรธหลงใด้เบาบางหรือมีจิตที่ละเอียดมากขึ้น พลังงานแห่งแสงทั้งหลายจะหลั่งใหลมาสู่ร่างกาย ธาตุขันธ์ จิตวิณญาญเองอัตโนมัต ส่วนคนที่คิดว่าการดูดพลังผู้อื่นนั้น เป็นความคิดที่เบาปัญญา เป็นความคิดนึกที่มีแต่ในหมู่มารเท่านั้น ผู้ที่มีดวงจิตบริสุทธิ์เค้าไม่คิดกันหรอก มันไร้สาระเป็นความนึกคิดของเด็กๆ...
  • !!! ถ้าหากข้อความเหล่านี้ กระทบกระเทือนจิตใจผู้ใด ข้าพเจ้าขอขมากรรมด้วย และโปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย .
  • ...บุคคลใดสร้างกรรมใดใว้...
  • ...ดาบนั้น คืนสนอง เอวัง.ฯ

ในภาพอาจจะมี 2 คน

ในภาพอาจจะมี ต้นไม้ และ สถานที่กลางแจ้ง

ในภาพอาจจะมี 2 คน, สถานที่กลางแจ้ง

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป, ต้นไม้ และ สถานที่กลางแจ้ง



วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

716... พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

ในภาพอาจจะมี 1 คน

716... พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
....เมื่อเราขอรับสรณะ จากพระพุทธเจ้า เราแสวงหาที่พักพิงจากคุณสมบัติของพระองค์...ซึ่งเรายังพัฒนาไปได้ไม่เต็มที่....คุณสมบัติที่ว่านั้นคืออะไร?
… คือมีความสงบศานติ มั่นคงดั่งภูเขาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปลอบประโลม เปิดกว้างดังอวกาศ ไม่มีความปรารถนา ไม่มีตัวตน ไม่มีความโกรธ ไม่มีการตัดสิน ไม่มีสิ่งซ่อนเร้น เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง นี่คือสิ่งที่เราได้จากชั่วขณะของสมาธิ ชั่วขณะที่เรามีประสบการณ์ในการปฏิบัติภาวนานั้นช่างปลอบประโลมชีวิตเราเป็นอย่างมาก
**.... พุทธะเป็นที่รวมของสิ่งเหล่านั้น! ทั้งปวงของพุทธะคือสิ่งนั้น! เมื่อเรารู้สึกถึงมัน และไว้วางใจในสิ่งนั้นจริงๆ และเรา จะเชื่อมั่นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต นั่นแหละขั้นแรกของการรับสรณะ
..฿....การคิดถึงอนิจจังทำให้เธอตื่นขึ้นมา….การคิดถึงความตายทำให้เธออ่อนน้อมถ่อมตน
...คิดถึงความตาย คือ การคิดถึงช่วงเวลา ณ ขณะนี้
++.....เมื่อเราปฏิบัติธรรม แล้วล้มเหลว แต่อย่าเสียแรงปณิธาน แค่ทำต่อไป ผู้ปฏิบัติสมาธิต้องไม่ด่าว่าตนเองสำหรับความผิดพลาด นั่นแหละความหนักแน่นมั่นคงของผู้ปฏิบัติสมาธิภาวนา
...........ถ้าเราอยากจะเปิดประตูสู่ความรู้ เราจะต้องแน่วแน่ในการมองเข้าไปในจิตใจของตัวเอง
เพราะนั่นคือที่เดียวที่จะเริ่มต้นค้นหาสัจจะ
.. สังสารวัฏ คือ จิตที่ส่งออกข้างนอก หลงอยู่ในสิ่งที่คิดขึ้นเอง
....นิพพาน คือ จิตที่ส่องเข้าข้างใน และตระหนักถึงธรรมชาติของ (จิต) ตน
***.....แก่นแท้ของพุทธธรรมคือการฝึกควบคุมจิตใจตัวเองให้ได้ ผู้ปฏิบัติธรรม ต้องยอมรับข้อผิดพลาดของตนเอง และฝึกฝน เปลี่ยนแปลงจิตใจของตัวเองได้ และ ผู้ปฏิบัติธรรมควรมีความจริงใจและซื่อสัตย์ มอบกาย มอบใจ ด้วยศรัทธาตถาคตเต็มเปี่ยม..เมื่อศรัทธา ย่อมปฏิบัติตามคำสอน ด้วยจิตใจแน่วแน่... จึงจะน้อมนำธรรมะของพระพุทธองค์มาปฏิบัติอย่างแท้จริง..และเดินตามรอยพระพุทธองค์ จนถึงที่หมายแห่งการพ้นทุกข์.

718... คาถาอันศักดิ์สิทธิ์ ทะลุจักรวาล

ในภาพอาจจะมี 1 คน

718... คาถาอันศักดิ์สิทธิ์ ทะลุจักรวาล
...คาถา ที่ทำให้ จักระ(ที่อยู่ของจิตวิญญาณหนาแน่น) ในร่างกายมีความเร็ววงรอบสูง กลายเป็นสนามแม่เหล็ก มีพลังงาน
ทำให้การเข้าสมาธิได้อย่างล้ำลึก เชื่อมความรู้ในจักรวาลได้เร็ว คือ ๘ คาถา ดังนี้
๑“จงคิดถึงข้าเถอะ”
เมื่อเราคิดถึงคนที่อยู่ในใจเรา ที่เราศรัทธา จักระ 6(ตรงหน้าผาก) จะหมุนด้วยความเร็วสูง เชื่อมต่อกับคนที่อยู่ในใจของเรา ที่เราเคารพบูชา
+.*.. ทำไม ?.หลวงปู่ดู่...ถึงกล่าวว่า
” เอ็งคิดถึงข้า ข้าก็คิดถึงเอ็ง เอ็งไม่คิดถึงข้า ข้ายังคิดถึงเอ็ง” ..การนึกถึงหลวงปู่..ผู้มีบารมีโพธิสัตว์เต็ม
ผู้ที่มีพลังการเคลื่อนไหวสูงสุดในจักรวาลนี้ ขณะนี้ ทำไมเมื่อนึกถึงหลวงปู่บ่อยๆ..จึงสัมผัสความเป็นทิพย์ได้ง่าย
เพราะการนึกถึงท่าน จึงก่อเกิดพลังงานหมุนวน ในกายในจิตเรา ตรงตาที่สาม.ที่หน้าผาก.
๒.จงรักข้าเถอะ
ยิ่งมีความรักมากเท่าไหร่ จักระ 4(หัวใจ) จะขยายแบบไม่รู้จบ สามารถดูดซับประจุไฟฟ้าเข้ามาอย่างมหาศาล
+.*.. ทำไม ?.หลวงปู่ดู่...ถึงกล่าวว่า “ เอ็งอยากได้อะไร ให้ขอข้า ข้ามีทุกอย่างให้เอ็ง”
การจะขออะไรจากใคร เราจักต้องมีความรัก ความศรัทธา ความผูกพัน เหมือนเราขอเงินจากพ่อแม่..
หลวงปู่ท่านมีบารมีเต็มทุกอย่างแล้ว ล้นแล้ว ด้วยกำลังมหาโพธิสัตว์ ที่มีมหาเมตตา การร้องขอกับผู้ที่มีบารมีมากกว่า
แสดงถึงความเคารพ แต่ถ้าไปขอจากคนที่น้อยกว่า เป็นการโลภมาก..รักมาก ยิ่งกล้าขอมาก

๓..จงรักข้าจนสุดขั้วหัวใจเถอะ
ต้องมีความปรารถนา ความรู้สึกที่รุนแรง จะเกิดการดูดซับประจุไฟฟ้าได้อย่างมหาศาลที่กลุ่มเส้นเลือดดำ จักระ 1(ก้นกบ) พลังคุณฑาลินี จะลอยขึ้นมาสู่จักระ หน้าอก และ หน้าผาก เปลี่ยนแปลงคลื่นความถี่ของสมอง และสำเร็จทางจิตเป็นคุณธรรมอันวิเศษ
+..*. ทำไม ?.หลวงปู่ดู่...ถึงกล่าวว่า..”เอ็งจะทำอะไร เห็นอะไร ให้นึกถึงข้า เมื่อแกนึกถึงข้า เหมือนนึกถึงแฟนเมื่อไร
แสดงว่า เอ็งใกล้ดีแล้ว” เพราะผู้ที่จะนึกเห็นหน้า เห็นดวงตา เห็นการยืน เดิน นั่ง ของหลวงปู่ ชัดเหมือนเห็นหน้า
แฟนได้ ย่อมต้องมีความรัก เทิอดทูน หลวงปู่สุดหัวใจ แล้วกระแสความดีงามย่อมหลั่งไหลมาในกายและจิต
๔.จงมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับข้าเถอะ
การรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน มาจากผลของ จักระ1 จักระ4 และจักระ6 ดูดซับประจุไฟฟ้าได้อย่างมหาศาล โดยปริมาณประจุไฟฟ้า จะขยายออก เชื่อมต่อกับจักรวาล เป็นหนึ่งเดียว กับจักรวาลได้ และนิ่งโดยสมบูรณ์ที่แกนกลาง..
*+..ทำไม? หลวงปู่ดู่ จึงให้ฝากดวงชะตาไว้กับท่าน..!
...เพราะเมื่อจิตเรามอบให้ท่าน ผู้มีบารมีเต็มท้องฟ้า .ทำให้จิตเรา ดวงชะตาเราหลอมรวมกับบารมีของท่าน..
กรรมเวรต่างๆจะเจือจาง. ได้รับการคุ้มครอง และกระแสบารมีจะเติบโตไว
๕.ด้วยนะ โม พุท ธา ยะ
พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ และท่านเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า พลังงานพระอรหันต์ อยู่ในรูปกัมมัตรภาพรังสี เป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ ถึงแปรธาตุได้
*ทำไม? ต้อง นะโม พุทธายะ..
...ในภัทรกัปที่เราอยุ่นี้ เป็นยุคของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ที่ดูแล นำทาง สู่สัจธรรม เป็นที่รวมของกระแส
พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ที่ส่งผ่านมา เป็นกระแสแห่งความบริสุทธิ์ เป็นกระแสแห่งพลานุภาพ
กระแสแห่งการตื่นรู้..ที่ยังกระจายเต็มอยู่ทั่งท้องฟ้าและจักรวาล
๖.เมื่อใดที่ข้าเคลื่อนไหว ข้าคือจักรวาล
การเคลื่อนไหว สามารถดูดซับประจุไฟฟ้า เกิดการรวมเส้นสายเข้าจนหนาแน่น จนกระทั่งเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล
+..ทำไม? หลวงปู่ดู่ จึงให้ดุรูปภาพท่าน คุยกับรูปท่าน จนภาพมันเคลื่อนไหว มันพูดได้..!
….เพราะ การจดจ่อ ใส่ใจ การนึก ส่งกระแส มันจะก่อเกิดกระแสเชื่อมโยงพลังงาน และพลังงานที่สูงกว่า..จะไหลลงมาที่น้อยกว่าคือเรา..
จึงทำให้เราได้รับกระแสของมหาโพธิสัตว์ จึงเกิดการเคลื่อนไหวของภาพ และเสียง ด้วยพลังงานเชื่อมถึงกัน
๗.ข้าเป็นทั้งกลางวัน และกลางคืน
เมื่อเราอยู่ในรูปสนามแม่เหล็ก จะเป็นกระแสพลังงานเป็นอัตโนมัติ มีการขับเคลื่อนตลอดเวลา เราจะสามารถรับรู้ รู้สึกถึงสิ่งที่มากระทบ
ได้ตลอดเวลา เราจะเห็น การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ได้ในทุกๆสถานการณ์
*+..ทำไม? หลวงปู่ดู่ จึงกล่าวว่า” ข้าอยู่ทุกสถานที่ ทุกเวลา “
..เพราะบารมีมหาโพธิสัตว์ ยังไหลเวียนตลอดเวลา มิเคยหลับใหล ไม่มีกลางวันกลางคืน แผ่ไปทั่วจักรวาล มิมีแบ่งแยก
ชนชั้น คน สัตว์ ชาวทิพย์ อยู่ที่จิตเราปฺดรับกระแสของท่านได้แค่ไหน...
๘...ข้าคือ ข้าคือ...
การรวมทุกสิ่ง จนสามารถเชื่อมต่อและเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล ด้วยสวดท่องบ่น เพื่อให้เกิดความเร็ววงรอบ ท่องบ่นไปเรี่อยๆ
จนมาถึงคำว่าข้าคือ ข้าคือ ข้าคือ ข้าคือ ไปเรื่อยๆ ให้ลากเสียง...คือ...ให้ยาว แล้ว การดำดิ่งเข้าสมาธิจะเกิดขึ้น เพราะความเร็ววงรอบที่เกิดขึ้น
*ทำไม? หลวงปู่ดู่ จึงกล่าวว่า” เมื่อเอ็งมีบารมีมากๆ เอ็งจะเป็นอะไรก็ได้”
..เพราะ..ทุกอย่างจะได้มา ต้องมีบารมีไปแลก ไม่ว่า ต้องการเป็น พระพุทธะ ปัจเจกพุทธะ หรือ อรหันต์พุทธะ
ท่านผู้อ่าน..ต้องการอะไร?....ข้าคือพุทธะ...หรือ..ข้าคือ..อริยะ..เลือกเถิด!..
**..คาถาเต็ม++
จงคิดถึงข้าเถอะ -จงรักข้าเถอะ -จงรักข้าจนสุดขั้วหัวใจเถอะ -จงมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับข้าเถอะ -ด้วยนะ โม พุท ธา ยะ
เมื่อใดที่ข้าเคลื่อนไหว ข้าคือจักรวาล –ข้าเป็นทั้งกลางวันและกลางคือ- ข้า คือ ข้า...... คือ..... ข้า...... คือ ข้า..... คือ ข้า..... คือ ข้า......คือ
+*+…การท่องคาถานี้จะได้ผล ต้องมีมโนภาพ มีความรู้สึกตามตัวคาถาจริงๆ จะเข้าสู่”อุปจารสมาธิ”
เมื่อจิตเริ่มนิ่ง สงบแล้ว...จึงทำสมาธิ .ต่อไปเลย.
$...อนึ่ง ข้อเขียนบางอย่างในบทความนี้..ใจข้าพเจ้ารู้สึกอย่างไรก็เขียนไป.ในเรื่องราวหลวงปู่ดู่..
มันออกมาเอง มิรู้ว่าผิดหรือถูกประการใด..เพียงแต่จริงใจในการนำเสนอ และขอน้อมถวายกุศล
แห่งธรรมทานนี้ แด่องค์หลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ องค์นะโมพุทธายะ ด้วยกาย วาจา ใจ ตลอดอนันตกาล

715.เรา "ไม่มีศัตรู" ? :

ในภาพอาจจะมี 1 คน
715.เรา "ไม่มีศัตรู" ? : 
คุรุแห่งหุบเขาเด็นขอค ทิเบต
..เมื่อใดที่เราสามารถเอาชนะความเกลียดชังในจิตใจของตนเองได้ เมื่อนั้นเราก็จะค้นพบว่าในโลกภายนอกนี้ไม่มีสิ่งใดแม้เพียงสิ่งเดียวที่เป็นศัตรูอยู่เลย"
….. ความเกลียดชัง หรือความมุ่งร้าย ที่ใครๆมีต่อเรา แต่เราก็ควรรักเขาให้มากยิ่งขึ้น แม่ นั้นเต็มไปด้วยความรักต่อลูก โดยไม่สำคัญว่าลูกจะทำอะไรใน ขณะที่แม่ให้นม ลูกอาจกัดหัวนมของแม่และทำให้เจ็บยิ่งนัก แต่แม่ไม่เคยโกรธหรือรักลูกน้อยลงเลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแม่ยังคงดูแลลูกต่อไปอย่างดีที่สุดเท่าที่แม่จะทำได้..นั่นตัวอย่างโพธิจิต ที่เห็นชัด
฿..เพราะพวกเขายังมีความหลงผิด พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ และความกรุณาของเรา มากยิ่งกว่าใครอื่น ไม่สำคัญว่าเขาจะประพฤติตัวชั่วร้ายเพียงใด พวกเขาคือเหยื่อแห่งอารมณ์ต่าง ๆ ของใจเขาเอง เราผู้ใหญ่ จะไม่ขัดเคืองใจ แต่จะพยายามด้วยความรัก อันยิ่งใหญ่ในการช่วยเหลือเด็กให้ปรับปรุงตัวดีขึ้น"
" บางคนที่ทำร้ายเรา จงอุ้มชูบุคคลนั้นไว้ด้วยความเคารพและจงใช้โอกาสอันดีนี้อย่างเต็มที่ในการชะล้างข้อผิดพลาดต่างๆของเรา รู้สึกรักและกรุณา นั่นคือสัญญาณว่าจิตใจของเรา ได้แปรเปลี่ยนอย่างเต็ม
#...."เมื่อใดที่เราสามารถเอาชนะความเกลียดชังในจิตใจของตนเองได้ เมื่อนั้นเราก็จะค้นพบว่าในโลกภายนอกนี้ไม่มีสิ่งใดแม้เพียงสิ่งเดียวที่เป็นศัตรูอยู่เลย แต่ถ้าเราพยายามที่จะเอาชนะศัตรูภายนอก ยิ่งชนะศตรูมันก็จะมีเพิ่มมากขึ้นมาแทนที่เสมอ จริงแล้ว”ตัวความเกลียดชัง” ความโกรธ เองนั่นแหละ มาครอบงำ มันคือ**..”ศัตรูที่แท้จริง” และไม่อาจยอมให้มันดำรงอยู่ได้"มันนำพาเอาความทุกข์มาสู่ทั้งตัวเราเองและผู้อื่น..
**...ความโกรธ ความเกลียดชัง มันอยู่ตรงไหนในตัวรา ?...,มันในสมองของเธอในหัวใจ ในกระดูก หรือในส่วนอื่นๆของร่างกายเราได้ไหม ?"..ไม่เลย!..มันไม่ได้มีอยู่จริง..ถ้าเราระลึกรู้(สติ)ได้ว่า “..ธรรมชาติของความโกรธนั้นว่างเปล่า”.. มันก็จะสูญสิ้นพลังแห่งการทำลายของมันจนหมดสิ้น แล้วความว่างและธรรมชาติอันกระจ่างของจิต จะเปิดเผยออกมา หวนคืนสู่ภาวะธรรมชาติแห่งความอิสระหลุดพ้น
**…"วิธีที่เราจะควบคุมมันได้คือการเพ่งสมาธิในขันติ และ ความรัก เมื่อใดที่ความรักและความกรุณาหยั่งรากลงในชีวิตของเรา ...เมื่อนั้น . ... จะไม่อาจมีศัตรูภายนอกใด ๆอีกเลย "

717.. ปล่อยวาง..กุญแจรู้แจ้ง

ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ
717.. ปล่อยวาง..กุญแจรู้แจ้ง
  • การปฏิบัติธรรมใช่เพียงการนั่งสมาธิ หากแต่รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน การรับประทานอาหาร แม้กระทั่งการพักผ่อนนอนหลับ
    • “พระจันทร์และดวงดาวอาจตกจากฟากฟ้า
    • ภูเขาและเมืองอาจถล่มลงมาได้
    • ท้องฟ้าสามารถเปลี่ยนแปลงสีสัน
    • แต่วาจาของเรานั้นจะต้องไม่หลอกลวง”
  • ......มองตรงไปที่จิต เมื่อไม่พบอะไร ก็ให้ ”ปล่อยวาง" เราแค่ เฝ้าสังเกตการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป 
  • มองเห็นกระแสของความคิดนั้น โดยไม่จับยึดไว้ แล้วความคิดนั้นก็จะสลายตัวไปเองอย่างไร้ร่องรอย 
  • ณ ขณะนั้น...จงปล่อยวางและผ่อนคลาย ต่อจากนั้น ทำซ้ำอีก เฝ้าดู เมื่อยังไม่เห็น จงผ่อนคลาย และเฝ้าดู ..ถ้าเธอยังไม่เห็นอีก .ก็พักผ่อนคลาย
  • *....การจะรู้แจ้งได้ แค่ไม่ยึดอยู่ตลอดเวลา ไม่ยึด และไม่ยึด กุญแจสำคัญคือ”การปล่อยวาง” และ ” “หยุด” 
  • ให้เฝ้าดูกระแสตามธรรมชาติของความคิด และปล่อยวางความคิดนั้น เป็นคำสอนที่ล้ำค่าและง่าย
  • **....เมื่อฝึก”ปล่อยวาง” เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์อันไร้สาระ ไม่ต้องทรมานตัวเองอย่างแสนสาหัสและไม่ต้องทรมานคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน 
  • จะเริ่มลดการทำบาปกรรม ลดตัวตน(อัตตา) ของลง และนั่นหมายความว่า เรากำลังเดินอยู่มรรควิถีของผู้รู้แจ้งอย่างแท้จริง
#...ทำอย่างไรน่ะหรือ?
  • ...เพียงเฝ้าดู เมื่อเธอไม่พบอะไร ก็ปล่อยวาง .. แค่เฝ้าดู เมื่อไม่เห็นอีก ก็ปล่อยวาง ..
  • ...เมื่อเรากำลังทำสมาธิอยู่ และความคิดเข้ามา ไม่จำเป็นต้องปล่อยวาง 
  • ....จริงๆ แล้วไม่มีอะไรจะต้องปล่อยวาง
  • ....แค่ปล่อยให้มันเป็นไป และกลับมาสู่ปัจจุบันขณะอย่างนุ่มนวล..แค่นั้น..เพียงพอแล้ว
  • ....แล้วความจริงแท้จะปรากฏต่อหน้าต่อตา..

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

714. ความเรียบง่าย และ สัมผัสกับที่ว่าง

ในภาพอาจจะมี 1 คน

714. ความเรียบง่าย และ สัมผัสกับที่ว่าง
  • การสัมผัสกับที่ว่างเปิดโล่งได้นั้น เราก็จะต้อง สัมผัสกับรูปทรงของโลก และรูปทรงของรูปต่าง ๆ เราจะต้องกลับมาสู่ ปัญหาในชีวิตประจำวันของเรา ใน ความ เรียบง่ายและเที่ยงตรงในกิจวัตร ประจำวัน หากรับรู้ ที่ว่างเปิดโล่งได้ มองมันลงไปให้ลึกซึ้งชัดเจน พิจารณาดู ซีมซาบตัวคุณเองเข้าไป จนกระทั่งความเหลวไหล ไร้สาระ ของรูปทรงของมันกระทบใจเรา แล้วเราจะเห็นความว่างของมันได้
  • .+..ในการทำสมาธิภาวนา ความคิดทั้งหลายล้วนเหมือนกัน ความคิด ดีงาม ความคิดสวยสด ความคิดเชิงศาสนา ความคิดสงบ ทั้งหมดก็ยังเป็น เพียงความคิด แม้แต่ ความคิดอันสูงส่ง ก็ยังเป็นเพียงความคิด และไม่ควรปลูกฝัง
  • ***...เราต้องเริ่มปล่อยให้ความเป็นธรรมชาติบาง อย่างซึมซาบสู่ตัวเรา ธรรมชาตินั้นปรากฏอยู่ที่นั้นเสมอ แต่มันถูกบดบังด้วยความคิด กลีบเมฆของความคิด มันจะฉายแสงออกมา เข้าไป หาและรับรู้ทางเปิดฉับแรกนั้นเถิด และด้วยการเปิดนี้เองที่ความรู้พื้นฐาน จะปรากฏ
  • &..แรงกระตุ้นที่บันดาลใจ จะมาจากบางสิ่งที่อยู่เหนือความคิด คำนึง ไปพ้นจากความคิดบัญญัติว่า " ดี " หรือ " เลว " " น่าปรารถนา " หรือ " ไม่น่าปรารถนา " เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มีอยู่ในธรรมชาติ เป็นความรู้สึกที่ว่าง เป็นธรรมชาติอย่างเที่ยงตรง.
  • &.. หลายต่อหลายคนห่มจีวร แต่งชุดขาว สละ โลกียวิสัย แล้วดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด ละทิ้งความประพฤติสามัญของ มนุษย์ แต่พวกเขาก็ยังมีจิตใจอันสับสน ปกติ วัตถุจะส่งผลกระทบใจและใจ จะตอบโต้วัตถุ ตอบโต้ไปมา หากเราเอาจีวรมาสวม บังคับตัวเองให้นั่งสมาธิ อย่างมุ่งมั่น ถ้าจิตใจ ยังหมุนคว้างอยู่อย่างเดิม ความสับสนยังพลุ่งพล่าน ความโมโหตัวเองที่จิตไม่สงบ ยิ่งทำให้ ความสงบยิ่งห่างไกล..


  • +*+*...แต่ครั้นเราทำตัวธรรมดา นอบน้อม เรียบง่าย การนั่งสมาธิเหมือนการไปอาบน้ำ ไปกินข้าว ทำตัวปกติ เข้าไปที่สงัด ไม่คาดหวังเลอเลิศอะไร เพียงลงมือทำสมาธิ เบาๆ และปล่อย ให้ความสงบรำงับ ไหลบ่าออกมา นั่นจะมีอานิสงส์ใหญ่ เป็นการเปิดต่อตัวเองอย่างสิ้นเชิงก็คือ การเปิดต่อโลกทั้งโลก

713. การบำเพ็ญสมาธิภาวนา”แท้จริง”

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และ สถานที่กลางแจ้ง

713. การบำเพ็ญสมาธิภาวนา”แท้จริง”
โดย คุรุ วัชรยานธิเบต
  • ข้าพเจ้าขอนำคำสอน “คุรุวัชรจารย์ทิเบต มาย่นย่อ ร้อยเรียง เป็นธรรมทาน ให้กับผู้แสวงหาความหลุดพ้นทุกดวงจิต...
  • และขอโมทนากับบารมีธรรมของผู้อ่านทุกท่าน ที่ติดตามบทความอันฉวัดเฉวียนของข้าพเจ้า แสดงถึงตบะญาณบารมีของทุกท่าน อันมีกำลังเช่นกัน ขอเชิญทัศนา..
  • ฿...การบำเพ็ญสมาธิ...มิใช่การพยายาม เข้าสู่ภาวะจิตตกสู่ภวังค์ หรือ “ถูกอะไรบางอย่างเข้าสิง” 
  • สมาธิภาวนาทั่วไป ที่เรียกว่า " การเพ่ง" คือ..กำหนดรวมจิตไปที่จุดใดจุดหนึ่ง เป็นพิเศษ เพื่อให้บังคับควบคุมจิตใจได้มากขึ้น 
  • ผู้ปฏิบัติจะเลือกวัตถุมาจ้อง ครุ่นคิดสร้างนิมิตแล้ว ทุ่มเทความตั้งใจทั้งหมดลงไปในวัตถุนั้น เรียกว่า " จิตกรีฑา " ( กสิน ) มันยังมีการ ผู้เพ่งและสิ่งถูกเพ่ง เป็นของคู่..เป็นการเสริมกำลังให้..อัตตา..

  • **...การเพ่งนั้นเนื่องอยู่กับจุดใด จุดหนึ่งและวัตถุภายในใจ เราจึงมักดำดิ่งสู่ศูนย์กลางของ " หัวใจ " 
  • ไม่ว่าเพ่งดอกไม้ หิน หรือไฟ ภายในใจนั้น เรากำลังดำดิ่งสู่หัวใจให้ลึกลงไป มั่นคง และแน่นิ่ง ในระยะยาว
  • การทำให้เรากักขัง ตัวเองในแง่ที่ทำให้เคร่งขรึม และทื่อทึบ มันหนักเกินไปและทำให้เรา ติดรูปแบบได้ง่าย 
  • เราหวังผลในอนาคต เป็นการเอาผ้าผูกตาตนเอง ทำให้ ไม่ไวต่อปัจจุบันขณะ ทำให้เราพลาดจากความเที่ยงตรงและการเปิด ทั้งภูมิปัญญาในปัจจุบัน ** ขณะนี้ เดี๋ยวนี้...
  • ***… ส่วนการบำเพ็ญสมาธิภาวนาที่แท้จริง คือ หนทางก้าวออกจาก อัตตา เป็นรากฐานที่สถานการณ์ในปัจจุบันขณะ คือสภาพจิตใจในปัจจุบัน กำหนดรู้ภาวะปัจจุบันของตัวเราและ สภาพรอบ ๆ ตัวได้อย่างหมดจด
  • &….ขอเราเพียงแต่ ปล่อยวาง ความรู้สึกที่ว่างและปลอดโปร่งจะมาเอง อันเป็นการปรากฏของธรรมชาติแห่งพุทธะหรือภูมิปัญญาขั้นพื้นฐาน
  • ซึ่ง แล้วเราเริ่มจะเข้าใจ " ความจริงว่าด้วยหนทางดับทุกข์ " อันเป็นอริยสัจข้อที่สี่ เราจะ กำหนดรู้การยืนแล้ว กำหนดรู้ว่าเท้าขวา กำลังยกขึ้น กำลังย่าง กำลังสัมผัส กำลังก้าวลงไป ครั้นแล้วก็มาที่เท้าซ้าย ยก ย่าง สัมผัส ก้าว คือ ความเรียบง่ายและคมชัดในการดำรงอยู่ กับชั่วขณะนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้
  • +*+....ทำนองเดียวกับการกำหนดรู้ ลมหายใจ ( อานาปานสติ) คุณกำหนดรู้ลมหายใจเข้าที่ผ่านปลายจมูก ลมหายใจออก และลมที่แหวก บรรยากาศออกไป มันเป็นความเที่ยงตรงที่คม ชัด เราจะตระหนักได้ว่าทุก สิ่งทุกอย่าง ล้วนงดงามและมีความหมาย
  • @....การเดินจงกรม การรู้ลมหายใจ การมีสติ เรียกว่า สมถะภาวนา คือ”หินยานมรรค” หรือ " ยานลำน้อย" อันเป็นมรรคที่แคบอยู่ แต่จำเป็น หมายถึง " ความสงบ " เพราะความสงบ เราจะแลเห็นปัจจุบันขณะ เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ มันจะเติบโต เป็น ความสงบสันติ

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

072.พยามารและ.ลูกสาว..มีตัวตนจริง.072

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป
072.พยามารและ.ลูกสาว..มีตัวตนจริง.072
  • ..ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตุถะ..จะตรัสรู้ใต้ต้นศรีมหาโพธิ..แล้วมีพระยามารพร้อมช้าง..เสนามาร..ลูกสาวพยามารทั้ง๓ คน.เข้ามายั่วยวนประเล้าประโลม..ขัดขวาง.นั้น
  • ..พระอาจารย์รุ่นหลัง..แต่งประมาณ.๕๐.กว่าปีได้ตัดอภินิหารออกหมด..เหมือนพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลธรรมดา...เพราะท่านไม่มีทิพจักษุที่ละเอียดพอ..จะมองเห็นกายทิพย์ของมารและได้บรรยายว่า..ลูกสาวพยามารทั้ง.๓ คนเกิดจากจิตของเจ้าชายสิทธัตถะเอง..
  • *.เมื่อนางตัณหามาประเล้าประโลม..ก็บอกว่า่ยังอยากกลับไปครองเมือง..
  • * เมื่อนางราคา..มาประเล้าประโลม..ก็บอกว่าจิตของพระองค์คิดถึง นางพิมพา..และ.ราหุล(ภรรยาและบุตร)
  • *. เมื่อนางอรตี..มาประเล้าประโลม..ก็บอกว่า.จิตพระองค์..อยากเป็นนั่นเป็นนี่
  • *เมื่อพระองค์ไล่นางทั้ง๓ออกไป..ก็บอกว่าพระองค์เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้ว
  • *.เมื่อพยามารยกทัพเข้ามา...ก็บอกว่า..จิตพระองค์เกิดนิวรณ์๕
  • ...ก็ไม่ผิดที่เขียนเช่นนั้น..แต่ที่จริง..ทั้งพยามารทั้งลูกสาว..บริวาร,ช้าง..ล้วนมีตัวตนจริง..แต่เป็นกายทิพย์..พระองค์คล่องในฌาน๘.จึงใช้สมันตจักษุ(ตาอรูปพรหม).ซึ่งละเอียดกว่า.ทิพจักขุ..จึงมองเห็น..พยามารขี่ช้างคิริเมฆสูง๑๕๐ โยชน์...แต่ยังเล็กกว่ากายอรูปพรหม.ที่พระองค์ใช้..(ตอนนั้นยังไม่ตรัสรู้)..
  • ขอน้อมกราบบารมีรวมหลวงปู่ครูอาจารย์ทุกรูปนาม..โดยมี.หลวงปู่สด วัดปากน้ำ..เป็นที่สุด..สาธุ สาธุ สาธุ